Archive for สิงหาคม 1st, 2007

Designed to help

สิงหาคม 1, 2007

null

เรื่องดีๆ เมื่อสองปีที่แล้วที่เพิ่งมาอ่านเจอวันนี้
แต่ก็คิดว่าอาจจะมีบางคนยังไม่เคยได้ยิน
เชยหน่อยแต่ก็ถือซะว่าแบ่งๆ กันนะครับ

The Design To Help เป็นโครงการที่น่าสนใจดีครับ
รวมตัวกราฟิกดีไซเนอร์, นักทำภาพประกอบ และช่างภาพ
มาสร้างงานร่วมกันเป็นเล่ม เพื่อทำหนังสือขาย
และนำเงินไปช่วยผู้ประสบภัยจากสึนามิเมื่อสามปีที่แล้ว
สุดท้ายมีงานกว่าหนึ่งพันชิ้น จากผู้สร้างสรรค์สองร้อยสี่สิบคน (แน่ะ!)

คล้ายๆ ที่พวกนักร้อง นักดนตรี เขาชอบรวมตัวกันเพื่อหาเงินไปทำการกุศล
ต่างคนต่างช่วยในทางที่ตัวเองถนัดแบบนี้น่ารักดีนิ

มีงานบางชิ้นอยู่ในนี้ครับผม
http://www.designedtohelp.com/

null

ไม่ดูก็ต้องดู

สิงหาคม 1, 2007

null

โฆษณาในทีวีนี่บางคนชอบเปลี่ยนหนีกัน
ที่ญี่ปุ่นเลยเอาทีวีมาตั้งไว้บนหัวแล้วเดินไปตามถนนเพื่อโปรโมทแคมเปญใหม่
แหม เรียกร้องความสนใจกันขนาดนี้ ไม่ดูก็ต้องดูแล้วล่ะครับพี่!

(จาก http://we-make-money-not-art.com/)

โปสเตอร์ติดไฟ

สิงหาคม 1, 2007

null

ที่เนเธอร์แลนด์อีกเหมือนกัน นอกจากจะขายพื้นที่โฆษณาบนหลังแกะแล้ว
ยังมีนวัตกรรมโปสเตอร์กะพริบแสงได้ ความคิดจากบริษัท Viacom Outdoor
ดูไปก็คล้ายๆ ป้ายไฟตามผับบาร์ที่มีอยู่ แต่ถ้ามันแบนๆ ก็คงสวยดี
ไอเดียคล้ายๆ ไอ้เจ้าโคมไฟแบนที่แปะไปก่อนหน้านี้ ซึ่งก็น่าจะทำให้ครีเอทีฟ
คิดไอเดียสนุกๆ เล่นกับการกะพริบหมุนไปมาของไฟในโปสเตอร์ได้อีกเยอะเลย

(จาก http://we-make-money-not-art.com/)

มีเดีย sheep sheep

สิงหาคม 1, 2007

null
ที่เนเธอร์แลนด์ตอนนี้ มีการขาย media บนหลังแกะกันแล้ว!
ไม่รู้ว่ามีเดียกลางทุ่งแบบนี้จะ cheap หรือ expensive กันหนอ?

(จาก http://we-make-money-not-art.com/)

ไฟแบน

สิงหาคม 1, 2007

null

The Flat Light เจ้าของความคิดเดียวกับตาคนที่แจกน้ำเมื่อกี้นี้
เขาเอาโคมไฟมาทำให้แบน ด้วยการพริ้นท์ภาพโคมไฟลงไปบนกระดาษ
แต่ที่พิเศษก็คือ ไอ้เจ้าโคมไฟแบนๆ นี่ดันส่องแสงได้เสียด้วย!

นอกจากนี้เขายังมีความคิดที่จะทำ “นาฬิกาแบน” อีกต่างหาก
ผมว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ “แบน” ได้ ลอง “วิทยุแบน” ดูไหม
ไหนๆ ก็มี “ทีวีจอแบน” กันแล้วนี่!

(จาก http://we-make-money-not-art.com/)

นามขวด

สิงหาคม 1, 2007

null

Finn Magee แสดงงานออกแบบในงาน RCA Summer Show
แต่แทนที่เขาจะแจกนามบัตรหรือโปสการ์ดเพื่อบอกรายละเอียดต่างๆ
สำหรับติดต่อเขาเหมือนทั่วๆ ไป เขากลับเอาข้อมูลทั้งหลายไปแปะไว้ข้างขวดน้ำ
และให้ผู้เข้าชมงานหยิบ “นามขวด” แทน “นามบัตร”
เพราะคนเดินดูงานมาตั้งหลายซุ้มก็ต้องอยากดื่มน้ำเป็นธรรมดา

(จาก http://we-make-money-not-art.com/)

Beyond Borders: เราควรจะอยู่ที่ไหน?

สิงหาคม 1, 2007

null

หญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งเล่นเปียโนอยู่ที่กรุงลอนดอน เธอถามกับตัวเองในใจว่า
“ฉันอยากรู้ว่า เราทุกคนรู้หรือไม่ว่าเราควรจะอยู่ที่ไหน และถ้าเรารู้อยู่แก่ใจ
ทำไมเรามักจะไม่ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับมัน ชีวิตต้องมีมากกว่านี้สิ
จุดประสงค์สำหรับเราทุกคน ที่ที่เหมาะกับเรา…”

“…คุณคือบ้านของฉัน ฉันรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบคุณ ในคืนวันนั้น”

หญิงสาวอเมริกันกำลังมีความสุขดีกับสามีชาวอังกฤษ
และการปรากฏตัวขึ้นของชายหนุ่มคนหนึ่งกลางงานเลี้ยงรื่นเริง
ที่จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กอดอยากในเอธิโอเปีย
ก็เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล

ชายคนนั้นเป็นหมอที่มอบชีวิตของตนให้กับการช่วยเหลือผู้คนในประเทศยากจน
ในค่ายที่มีคนตายวันละหลายสิบคนทุกวัน ทุกวัน

ตอนหนึ่งในเรื่อง หลังจากที่หญิงสาวได้ไปช่วยในค่ายผู้อดอยากที่เอธิโอเปีย
หญิงสาวถามคุณหมอว่า “ทำไมคุณถึงไม่เคยเรียกชื่อฉันเลย?”
ด้วยความหงุดหงิดว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมญาติดีกับเธอเสียที
หมอหนุ่มเล่าเรื่องเด็กชายชาวเอธิโอเปียที่เขาพาไปลอนดอนด้วยกันให้เธอฟัง
ว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กคนแรกที่เขาช่วยชีวิต คนแรกในชีวิตของเขา เมื่อสิบปีที่แล้ว
เด็กคนนั้นเป็นเด็กดี เติบโตขึ้นเป็นผู้ช่วยของเขา
อยากเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือผู้คนเหมือนๆ กับเขา
แต่สุดท้ายเด็กคนนั้นต้องตายในกรุงลอนดอน
หลังจากที่ถูกตำรวจจับตัวด้วยข้อหาบุกรุกงานเลี้ยง (พร้อมกับเขานั่นแหละ)
แต่เด็กหนีออกจากรถ และทนอากาศหนาวไม่ไหว

“เขาเป็นเพื่อนผม เขามีชื่อ ผมเรียกชื่อเขา” เขาเว้นจังหวะ น้ำตาคลอเบ้า
“แต่ในค่ายนี้มีคนเป็นหมื่นๆ ผู้คนล้มตายทุกวัน ผู้คนจากผมไปทุกวัน
ถ้าทุกคนมีชื่อ…” เขาหยุดไว้อย่างนั้น น้ำตาเอ่อจนเกือบล้นเบ้าตา

ชอบบทสนทนาตอนนี้ ชอบเรื่องที่ ‘คนมีชื่อ’ สำหรับเราที่ต้องจากเราไป
เราจะเสียใจกับการจากไปของคนที่มีชื่อเท่านั้น คนที่เราจำชื่อเขาได้
คนที่เราอยากจำ คนที่เรามีเรื่องราวในชีวิตร่วมกัน และสำหรับคนบางคน
ที่เรารู้อยู่แล้วว่าในเร็ววันเขาต้องจากเราไป แม้อยากรู้จัก แม้จำชื่อได้
แต่ก็ไม่อยากจำ ไม่อยากผูกพันมากไปกว่านี้ เพราะไม่อยากเสียน้ำตา
เมื่อต้องลาจาก

และสำหรับการจากไปของคนไม่มีชื่อ เราคงไม่รู้สึกอะไรนัก

หนังเรื่องนี้ฉายภาพในค่ายผู้อดอยากให้เห็นและได้รู้ว่า
มีคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ในพื้นที่ส่วนอื่นของโลก
พาเราออกไปจากชีวิตสะดวกสบายที่เราไม่ค่อยจะพอใจกับมันนัก
ขณะเดียวกับก็ชวนคุยเรื่องใกล้ตัวว่า “ใคร” ที่ทำให้เรา “กล้าหาญ”
พอที่จะลงแรงลงมือให้ใจไปกับการทำสิ่งนั้นๆ

คุณหมอหนุ่มกล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้น
ในช่วงท้ายเรื่อง หญิงสาวก็กล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อคนที่เธอรัก
บางทีคนเราก็พยายามไขว่คว้าหาอะไรสักอย่าง หรือใครสักคน
เพื่อเติม “ความหมาย” ให้กับตัวเอง ลงมือทำสิ่งนั้นๆ
เพื่อให้ตัวเองไม่รู้สึกว่างเปล่าจนเกินไปนัก ให้รู้สึกว่า
ตัวเองยัง “ผูกโยง” อยู่กับคนอื่นบนโลกใบนี้

เผินๆ ก็ดูเหมือนคุณหมอจะหา “ที่ที่ตัวเองควรอยู่” เจอแล้ว
แต่อันที่จริง เขาก็ไม่ต่างกับหญิงสาวที่ถามตัวเองในใจตลอดเวลาว่า
“เราควรจะอยู่ที่นี่จริงหรือ?” หรือจริงๆ แล้วที่ที่เขาอยากอยู่ก็คือข้างๆ เธอ
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเธอมีครอบครัวแล้ว แม้ความสัมพันธ์กับสามี
จะเป็นไปอย่างจืดชืดก็ตามที

รักโรแมนติกของคนที่ไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันมักจะชวนฝันเสมอ
เพราะไม่ได้มานั่งจ้องหน้ากันทุกวัน ไม่ได้มีเรื่องให้ทะเลาะเบาะแว้ง
มันมักจะโรแมนติกของมันอยู่อย่างนั้นแม้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน
ลองถ้าได้อยู่ด้วยกัน เธอกับคุณหมออาจไม่ได้มีชีวิตที่สมบูรณ์นักก็ได้

เหมือนคำพูดของเธอ “เธอคือบ้านของฉัน”
มันแสนจะโรแมนติกชวนฝัน และนั่นก็เป็นความรู้สึกแรกที่ฝังตัวอยู่ไม่ไปไหน
บางทีมันก็คล้ายกับการงานในฝัน งานที่เราอยากทำนักอยากทำหนา
แต่พอได้ทำจริงๆ ได้ใช้ชีวิตกับมันจริงๆ มันก็จะมีปัญหาให้ต้องฟันฝ่าไปกับมัน
และนั่นคือความจริง ไม่ใช่อารมณ์โรแมนติกที่เคลิ้มไปในช่วงแรก

เราควรจะอยู่ที่ไหน?
เรารู้หรือยัง?
เราหามันเจอไหม?
ถ้าเจอ เราควรจะวิ่งเข้าใส่มันไหม?
เหล่านี้เป็นคำถามก่อนเจอ “ที่แห่งนั้น”

ส่วนคำถามในตอนที่เจอแล้วคือ เราจะใช้ชีวิตกับมันอย่างไร?
ให้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง กับคนที่เรารู้จักชื่อของเขาแล้ว

บางคนที่ไม่เคยตั้งคำถามว่า เราควรจะอยู่ที่ไหน?
ก็อาจจะมีความสุขเป็นปกติดีในชีวิต เหมือนหญิงสาวในตอนต้นเรื่อง
บางที คนบางคนก็ไม่น่าจะปรากฏตัวขึ้นมาในชีวิต

หนังเรื่องนี้อาจจุดประกายให้บางคนอยากลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อคนอื่น
และหลายคนก็อาจจะมองว่ามันเป็นหนังรักธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง
แต่ก็เป็นเรื่องรักธรรมดาที่มี “ฉากหลัง” น่าสนใจดี

“เราทุกคนอาจเป็นผู้ลี้ภัยจากบางอย่าง แต่ตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่าไม่มีอะไรต้องกลัว
โลกที่เรายึดมั่น ชีวิตที่เราทะนุถนอม คือส่วนหนึ่งของบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า
บางอย่างที่มากกว่า เวลาฉันมองดูลูกๆ ฉันเห็นมันชัดเจน ว่าความหวัง
โอกาสของชีวิต ฉันรู้ว่าคุ้มค่าที่จะต่อสู้เพื่อมัน”

บางคนก็ชอบต่อสู้เพื่ออะไรสักอย่างที่ดูยิ่งใหญ่ (กระทั่งความรัก)
บางคนก็ไม่เห็นว่าจะต้องต่อสู้เพื่ออะไร หรือเพื่อใคร

ในบางช่วงของชีวิต เราก็คิดว่ามันต้องมีมากกว่านี้สิ
ในขณะที่บางเวลาเราก็แค่หายใจไปวันๆ อย่างมีความสุข

หรือที่จริงแล้ว เราจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราควรจะอยู่ที่ไหน?
ก็ต่อเมื่อเราไม่พอใจกับที่ที่เราอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อนั้นเราจึงวางแผน “ลี้ภัย” ไปหา “บ้านหลังใหม่” ที่ไม่รู้ว่าจะเจอไหม
จะอบอุ่นหรือไม่ แต่อย่างน้อยด้วยความหวังครั้งใหม่ก็ทำให้มีเรี่ยวแรง

(ขอบคุณผู้อุปการะวีซีดีหนังเรื่องนี้ครับ)

สโลแกน “สวนสมอง”

สิงหาคม 1, 2007

นึกอะไรหนุกๆ ขึ้นมาเล่นๆ ครับ
มาคิดสโลแกนของ “สวนสมอง” กันหนุกๆ ดีกว่า
ถ้ามีชอบใจกันขึ้นมาอาจเอาไปแทนที่ที่ห้อยอยู่ด้านบน
“สวนสาธารณะสำหรับทุกสมอง”

ผมคิดได้อันนึง
“สวนสมอง เจ้าของเดียวกันกับ บ้านพักฝากอากาศ!”
(เวลาพูดขอให้ใช้สำเนียงเดียวกับโฆษกโฆษณา เย็นเตร็กซ์!)

สมองแรกที่แบ่งมา

สิงหาคม 1, 2007

“อู” ส่งเว็บไซต์มาให้ดูเล่น
เห็นว่าเป็นประโยชน์และสนุก
เลยเอามาแปะแบ่งไว้ในนี้ครับ

http://www.tenbyten.org/

100 Words and Pictures that Define the Time.
รูปและข้อมูลข่าวสารทุกวัน ทุกชั่วโมง
ดูเหมือนจะลิงก์ไปสู่เว็บข่าวอื่นๆ ให้ได้อ่านแบบเต็มๆ

มีเว็บไซต์อะไรดีๆ ที่เข้าบ่อยๆ เอามาแบ่งกันในนี้ได้นะครับ
: )

กล่องใส่ปุ๋ย

สิงหาคม 1, 2007

เปิดกล่องไว้รับความคิดเห็นและคำแนะนำสำหรับเพื่อนร่วมสวนครับ
หากมีไอเดียอะไรที่คิดว่าน่าสนุก หรือ มีคำแนะนำอะไรเพิ่มเติม
มีหนังสือที่อยากแนะนำให้อ่าน มีนิทรรศการที่อยากแนะนำให้ไปดู
หนัง, เพลง, เว็บไซต์, งานออกแบบ, ฯลฯ ก็เอามาแปะฝากกันในนี้ได้ครับ

หากมีฟอร์เวิร์ดเมลที่น่าสนใจแล้วอยากแบ่งมา หรือสำหรับเพื่อนรุ่นน้อง
ที่มีผลงานสนุกๆ หรือสำหรับน้องที่สนใจงานโฆษณา
ก็ส่งงานมาคุยกันเล่นๆ ได้นะครับ หรือหากมีคำถามเกี่ยวกับการสมัครงาน
ฝึกงาน เวิร์คช็อป ที่เกี่ยวกับงานโฆษณา (ที่เราพอจะรู้) ก็ลองคุยมาดูได้
จะคุยกลับไปเท่าที่รู้ครับ ส่วนเรื่องอื่นๆ จะลองมาแปะไว้ก็ได้
อาจมีพี่ๆ ที่รู้ (แล้วหลงมาในสวน) มาช่วยตอบครับ

เปิดกล่องไว้ครับ เพราะขึ้นชื่อว่า สวนสาธารณะ
ก็น่าจะช่วยกันคิดช่วยกันสร้างช่วยกันรดน้ำพรวนดิน
ไม่งั้นมันก็เป็นแค่สวนหลังบ้านที่ไม่ยอมให้คนอื่นมาเหยียบสนามหญ้าเท่านั้นเอง

ยินดีรับความเห็นดีๆ เสมอครับ!

ติดต่อ ลุงผู้ดูแลสวนได้ที่: roundfinger2547@yahoo.com